อยากแต่งของสึบากิมากตั้งนานแล้ว ><
เริ่มจาก...
...............
ตึง! ตึง! ตึง!
เสียงฝีเท้ากระแทกลงบนพื้นไม้กระดานขัดมันของบ้านหลังเล็กๆ ในเมืองลูคอนเขตที่80 ซึ่งอยู่ติดกับแม่น้ำอย่างแรงจนดังสะเทือนไปทั่ว ร่างเพรียวในชุดกิโมโนเรียบๆ ของหญิงสาวที่มีผมสีเทาเข้มเดินปึงปังๆ อย่างหัวเสียไปที่ห้องนอนของผู้เป็นมารดา
"ท่านแม่!!!" หญิงสาวผมเทาตะโกนเรียกอย่างหัวเสียดวงตาสีโลหิตฉายแววคุกรุ่นเหมือนกองไฟที่ยังไม่ดับมอดลงก่อนที่หญิงสาวจะกระแทกกายลงนั่งบนผืนเสื่อทาทามิอย่างแรงและตามมาด้วยเสียงร้องโอดครวญ "โอ๊ย! เจ็บๆ ฮึ่ย!" หญิงสาวบ่นพลางลงมือนวดที่ขาเพื่อคลายความเจ็บปวดใบหน้าบูดบึ้งอย่างไม่พอใจ ในขณะที่ผู้เป็นมารดากลับยกแก้วชาขึ้นจิบอย่างใจเย็น
ผู้เป็นมารดามีใบหน้าซีดเซียวร่างกายซูบผอมลงไปมากจากเดิมหากแต่ดวงตาสีโลหิตเฉกเช่นเดียวกับหญิงสาวกลับสะท้อนความรู้สึกบางอย่างออกมาก่อนที่ริมฝีปากบางซีดจะเอ่ย "สึบากิเจ้าควรใจเย็นกว่านี้นะ แล้วมีอะไรล่ะถึงส่งเสียงดังเชียว" ผู้เป็นมารดายิ้มบางๆ ด้วยความเอ็นดูในตัวลูกสาว
หญิงสาวทำหน้าบึ้งใส่ก่อนจะเอ่ยถึงสาเหตุที่ทำให้ตนเป็นเช่นนี้ "ก็ท่านพ่อจะให้ข้าเข้าไปเรียนที่สถาบันชินโอที่เซเรย์เทน่ะสิ ท่านแม่ห้ามอนุญาตท่านพ่อเด็ดขาดนะ!"
"ทำไมล่ะสึบากิ? ข้าคุยกับพ่อเจ้าถึงเรื่องนี้แล้วนะและข้าอนุญาต" มารดาที่ป่วยอยู่เมื่อพูดจบประโยคก็ไออกมาเป็นเลือด ร่างบางพุ่งตัวเข้าประคองมารดาก่อนจะให้มารดาได้ดื่มชาแล้วเช็ดปากให้ด้วยผ้าขาวสะอาดที่บัดนี้เปื้อนเลือดสีแดงจนเลอะเทอะไปหมด หญิงสาวประคองให้มารดาล้มตัวลงนอนเมื่อเธอจะเอาผ้าไปซักที่แม่น้ำข้อมือเล็กก็ถูกคว้าไว้
"ท่าน...แม่...?" ร่างบางเอ่ยเสียงแผ่วก่อนจะนั่งลงอีกครั้ง "ท่านควรพักผ่อนเยอะๆ นะ...ท่านแม่...ท่านจะได้...หายไวๆ ไง...ฮึก"
มารดายิ้มฝืดอีกครั้งก่อนจะเอ่ยเสียงแหบ "ดอกสึบากิของข้าเจ้าไม่เหมาะกับน้ำตาหรอกนะ...แค่ก...ทำตามที่พ่อของเจ้าบอกเพื่อข้า...เข้าใจไหม...ถ้าหากพ่อของเจ้าไม่มารับเจ้าก็อย่าไปโกรธ...เพราะทั้งหมด...แค่กๆ...มันเป็นความผิดของข้าเพียงคนเดียว...แค่กๆๆ!"
หญิงสาวกลั้นเสียงสะอื้นด้วยฝ่ามือสองข้างที่ปิดปากไว้แน่นหากแต่น้ำตากลับเอ่อท้นไหลออกมาจากดวงตาสีโลหิตโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดไหลเลย นัยน์สีทับทิมโลหิตทอดมองร่างซุบผอมของมารดาอย่างเศร้าโศกปลายจมูกของเธอเริ่มแดงเป็นปื้น ร่างบางสั่นเทิ้มเส้นผมสีเทาเข้มลู่ลงตามไหล่เล็กๆ ที่ห่อลง
ร่างกายที่ดูยังไงก็เหมือนกับเหลือแต่กระดูกของผู้เป็นมารดาแทบจะทำให้หญิงสาวเจ็บเจียนตาย มารดาบีบฝ่ามือเล็กอย่างปลอบโยนพลางส่ายหน้าเบาๆ เพื่อเป็นการเตือนให้หยุดร้องไห้
เสียงไอเริ่มดังขึ้นอีกครั้งแต่เพียงครู่เดียวเสียงไอก็แผ่วเบาลงจนราวกับเสียงกระซิบที่ฝากสายลมให้พัดมานัยน์ตาสีทับทิมเริ่มมองเห็นเลือนลางเต็มทีแต่ก็พยายามที่จะมองใบหน้าของบุตรสาวเพียงคนเดียว แรงบีบที่ฝ่ามือเล็กเริ่มลดลงจนกระทั่งฝ่ามือที่ซูบจะล่วงลงไปกระทบกับผ้านวม แม้กระทั่งตอนที่สิ้นลมใบหน้าของมารดาก็ยังคงประดับด้วยรอยยิ้มเสมอ
"ท่านแม่ข้าจะรักษาสัญญาที่มีต่อท่าน..." สิ้นประโยคเสียงร้องไห้ก็ดังลั่นระงมกลบทุกเสียงที่สอดแทรกดวงตาสีโลหิตที่ถูกม่านน้ำตาบดบังมีแต่ความเศ้ราโศก เจ็บปวดและสิ้นหวังอีกทั้งยังมีความโกรธแฝงอยู่แม้จะไม่ได้แสดงออกมาอย่างชัดเจนก็ตามที
มือเล็กขยำผ้าห่มที่คลุมร่างที่ว่างเปล่าของมารดาแน่นกัดฟันจนดังกรอดก่อนจะซุกใบหน้าลงบนผ้าห่มผืนใหญ่หยาดน้ำตาแห่งความเศ้ราโศกซึมเข้าสู้เนื้อผ้าก่อนจะแผ่ขยายกว้าง "ข้าจะเข้าสถาบันบ้านั่นเพื่อท่าน...ข้าสัญญา...ข้าสัญญาท่านแม่..."
..........ผ่านไปสองสัปดาห์..........
เธอเดินเข้าไปในคฤหาสน์โดยมีเจ้าของคฤหาสน์ซึ่งเป็นบิดาของเธอเดินนำอยู่ข้างหน้า หญิงสาวคิดในใจว่า 'ตั้งแต่วันนี้ข้าจะต้องมาใช้สกุลฮายาเสะงั้นรึ' คิดแล้วใบหน้าก็พาลจะบูดบึ้งทว่าเมื่อเห็นข้ารับใช้ในคฤหาสน์ซึ่งเป็นหญิงชรากำลังโค้งมาให้เธอ หญิงสาวก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มส่งให้หญิงชราและคนอื่นๆ ทำให้ทุกคนที่เห็นเธอยิ้มให้ต่างก็ยิ้มตอบ หญิงสาวใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงในการสนิทกับทุกคนในคฤหาสน์ยกเว้นภรรยาของบิดาที่สมรสด้วยกันรวมไปถึงบิดาของตัวเอง
ตระกูลฮายาเสะเป็นตระกูลเก่าแก่ที่เป็นยมทูตมาหลายรุ่นแล้วถือเป็นที่รู้จักกันในฐานะยมทูตด้วยกันเองซึ่งพวกวิญญาณเร่ร่อนทั่วไปยังให้ความเกรงอกเกรงใจ ก่อนที่หญิงสาวจะย้ายมาอยู่ที่นี่เธอใช้นามสกุลทาคาระนั่นคือนามสกุลมารดาของเธอจึงไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงเธอเป็นบุตรสาวของตระกูลฮายาเสะ
จนเวลาล่วงเลยไปเข้าสู่ช่วงเวลาอาหารเย็น เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงความเป็นส่วนเกินเธอนั่งกินข้าวเงียบๆ ซึ่งแม้กระทั่งบิดาของเธอที่บอกกับเธอเองว่าจะดูแลเธอและทำให้เธอคุ้นชินกับความเป็นครอบครัวเดียวกันทว่าทุกวินาทีทุกนาทีนี้เขากลับไม่ทำอะไรเลยสักอย่างแม้แต่จะหันมาหาเธอ หรือตั้งแต่ที่เขาไปรับเธอที่บ้านของมารดาเขายังไม่เคยเอ่ยเรียกชื่อของเธอเสียด้วยซ้ำ
การรับประทานอาหารมื้อเย็นผ่านไปอย่างเชื่องช้าสำหรับร่างบางที่คีบข้าวใส่ปากเพื่อประทังชีวิตที่ละนิดโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้างเลยแม้แต่น้อย เมื่อเธอวางตะเกียบลงบนสำรับกับข้าวทุกคนก็เงียบก่อนจะหันมามองเธอเป็นตาเดียว หญิงสาวบอกขอบคุณก่อนจะลุกออกจากห้องทันที
พระจันทร์เต็มดวงที่อยู่กลางท้องนภาที่แปรเปลี่ยนจากสีฟ้าเป็นสีดำราตรีนี้ไม่ค่อยมีหมุ่ดาวให้เห็นชัดเจนมากนักหญิงสาวทอดตัวนั่งอยู่ที่ระเบียงหน้าห้องนอนของตัวเอง พลางแหงนหน้ามองท้องฟ้าอย่างเหม่อลอยใบหน้าที่เคยมีรอยยิ้มตอนนี้กลับเรียบเฉยไร้ซึ่งความรู้สึก
กึก!
เสียงฝีเท้าหยุดลงข้างเธอก่อนที่ร่างนั้นจะนั่งลงข้างเธออย่างถือวิสาสะ หญิงสาวไม่ได้ให้ความสนใจยังคงนั่งมองดวงจันทร์ที่ลอยอยู่กลางนภาอย่างโดดเดี่ยว
"ข้ามีเรื่องอยากจะคุยกับเจ้า" น้ำเสียงเข้มหากแต่เมื่อได้ยินกลับรู้สึกเย็นเยียบไปถึงขั้วหัวใจ
เธอไม่ได้ตอบร่างบางเพียงแค่เก็บขาที่ห้อยอยู่ที่ระเบียงก่อนจะคุกเข่าลงตรงหน้าของบิดาใบหน้าน้ำยิ้มทว่านัยน์ตามิได้มีรอยยิ้มอยู่เลย "เชิญค่ะ" คำพูดสั้นๆ ที่เอ่ยออกมาทำให้บิดานิ่งไปเพียงครู่เดียวเขาก็หลุบตาลงต่ำลงก่อนจะก้มหัวให้เธอ หญิงสาวอึ้งและพูดไม่ออก
"ข้าขอโทษที่ข้ามันโง่และสารเลวถึงเพียงนี้เจ้า...สึบากิ...เจ้าจะให้อภัยข้าได้หรือไม่ ข้ารู้ว่าข้าไม่สมควรได้รับการอภัยแต่ข้า..." ผู้เป็นบิดาพยายามเค้นเสียงออกจากลำคออย่างอยากลำบาก หญิงสาวไม่รู้ว่าตอนนี้บิดาของเธอทำหน้าอย่างไรอยู่แต่น้ำเสียงนั้นกลับสื่ออกมาอย่างชัดเจนว่าเจ้าของเสียงกำลังรู้สึกอย่างไร
หญิงสาวเงียบราวกับกำลังครุ่นคิดดวงตาจ้องมองร่างของบิดาที่กำลังคุกเข่าขอโทษอยู่ตรงหน้า ความรู้สึกอึดอัดและขอบตาร้อนผ่าวริมฝีปากแห้งผากและรู้สึกอยากปลดปล่อยทุกสิ่ง ในใจมีแต่คำว่าให้อภัย...ให้อภัย...ให้อภัยเต็มไปหมด มือเล็กกำแน่นอย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก บิดานั้นยังคงก้มหัวอยู่โดยไม่มีทีท่าว่าจะเงยขึ้นมาหากเธอไม่บอกความรู้สึกออกไป
"ท่านพ่อ...ข้า..." ร่าบางหลุบตาลงต่ำเหมือนกับเสียงจะหายไปมือกำแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือเส้นผมสีเทาเข้มล่วงจากบ่าเล็กๆ ลงมาจนปิดใบหน้า "ข้า...ให้อภัยท่านถึงแม้ข้าจะโกรธท่านแต่ข้าก็ไม่เคยเกลียดท่านเลยแม้แต่น้อย ข้าเสียแม่ไปแล้วข้าไม่อยากเสียท่านไปอีกคน ข้าขอโทษที่ข้าเป็นลูกที่ไม่ได้เรื่อง..."
ยังไม่ทันได้สิ้นประโยคร่างหนาของบิดาก็สวมกอดเธอทันที ทว่าเธอกลับถูกผลักออกแทบจะในทันทีนัยน์ตาสีโลหิตมองไปยังภรรยาที่บิดาของตนสมรสด้วยอย่างเรียบเฉยบ่งบอกถึงความเฉยเมยราวกับไม่เห็นตัวตนของภรรยาที่บิดาสมรสด้วย
"เจ้า! สกปรกอย่ามาแตะต้องสามีของข้านะ!" ภรรยาในนามสมรสเอ่ยเสียงกร้าวดวงตาสีดำฉายแววไม่พอใจพลางดึงบิดาออกห่าง
หญิงสาวยิ้มกว้างก่อนจะลุกขึ้นยืน "ถ้าข้าสกปรกท่านก็โสโครกแล้วล่ะ" (ก่อนเป็ยมทูตสึบากิปากจัดมาก)
ตูม!!!
ยังไม่ทันได้ทำอะไรก็มีเสียงเหมือนเสียงระเบิดดังลั่นสวนที่อยู่ใกล้ๆ กับทั้งสามคนทว่ากลับไม่มีใครส่งเสียงอะไรเลยมันเงียบจนผิดสังเกตมากบิดาของหญิงสาวชักดาบเตรียมความพร้อม
ทว่าคนที่โผล่ออกมาจากกลุ่มควันนั้นกลับเป็นคนที่มีใบหน้าคล้ายละไมกับมารดาของเธอ แต่ท่าทีกลับแปลกประหลาดไม่เหมือนกับมารดาของเธอ "ท่านแม่! นั่นท่านใช่รึเปล่า!" เสียงหวานเอ่ยเรียกทว่าดวงตากลับมีความเคลือบแคลงไม่ไว้วางใจ
"คิกๆๆ หึๆๆๆ...ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!!!!!" เสียงหัวเราะของฮอลโลวดังขึ้นพร้อมกับที่ร่างต้นของฮอลโลวฉีกร่างหนังมารดาของหญิงสาวออก "ฮ่าๆๆๆ!!! หนังของมนุษย์สวมแล้วสบายขึ้นจริงๆ หึฮ่าๆๆๆๆ!!!!"
"กรอด! แก...!" หญิงสาวแทบจะกระโจนเข้าถล่มฮอลโลวตัวนั้นแต่ผู้เป็นบิดาก็กระชากแขนห้ามเอาไว้ก่อนจะดันเธอไว้ข้างหลังก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปหมายจะฟาดฟันฮอลโลวท่วากลับเป็นฝ่ายที่โดยฟาดฟันเสียเองซ้ำยังโดนอัดกระเด็นไถลไปตามพื้นจนกระแทกกับกำแพงที่กั้นอยู่อย่างแรงจนกระดูกหักไปหลายซี่และสติก็เลือนรางเต็มทน
ฮอลโลวพุ่งมาที่ระเบียงอย่างรวดเร็วและไม่ทันที่ขาจะก้าวหนีภรรยาในนามสมรสของบิดาเธอก็ถูกฉีกร่างเป็นชิ้นๆ โลหิตสีแดงฉานสาดไปโดนใบหน้าของหญิงสาว ร่าบางสั่นเทิ้มจนตัวโยนก่อนที่จะตั้งสติได้ฮอลโลวก็ได้จับร่างเธอไว้ก่อนจะบีบอย่างแรงจนกระดูกแทบจะแหลกใบหน้าเหยเกด้วยความเจ็บปวด แล้วร่าบางก็กระแทกพื้นอย่างแรงก่อนที่แขนของฮอลโลวจะฟาดลงมาหลายครั้งหลายหน
ร่างบางที่อยู่ในชุดยูคาตะสีขาวที่เปื้อนเลือดของเธอและของภรรยาในนามสมรสของบิดาจนยูคาตะถูกย้อมไปด้วยโลหิต บาดแผลทั้งยาวและสั้นอยู่ทั่วร่างกายของเธอ
ผู้เป็นบิดายันกายให้ลุกขึ้นก่อนจะกระโจนเข้าใส่ฮอลโลวฟันขาดเป็นสองท่อนแต่ก่อนที่ร่างฮอลโลวจะสลายไปแขนของฮอลโลวก็ฟาดร่างของบิดาเธอจนถึงแก่ความตาย หญิงสาวมองภาพสุดท้ายนั้นด้วยความทรมานก่อนที่ความเจ็บปวดจะรุมเร้าร่างกายจนหมดสติไป...
...............................................................................................
จบตอนแล้วววววว! จะพยายามมาอัพตอนต่อไปนะ(ถ้าไม่ขี้เกียจ)
edit @ 21 Mar 2012 19:06:59 by bellfegol
edit @ 29 Mar 2012 02:12:14 by bellfegol